วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2563


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8
วันจันทร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2563
เวลา 12.30 - 15.30 น.

➤ The Knowledge ความรู้ที่ได้รับ


ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์กับความคิดสร้างสรรค์

🔺ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
      กระบวนการคิด เป็นกระบวนการทางปัญญา
......สืบเสาะหาความรู้ มีวิธีการอย่างมีระบบในขณะปฏิบัติการย่อมต้องใช้ความคิด ควบคู่ไปด้วย   
......ผลคือ พัฒนาการทางสติปัญญาสามารถแก้ปัญหา ค้นหาและแสวงหาความรู้ใหม่ๆ อย่างมีประสิทธิภาพน่าเชื่อถือ



🔺ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์
1. ทักษะการสังเกต
2. ทักษะการจำแนกประเภท
3. ทักษะการสื่อความหมาย
4. ทักษะการแสดงปริมาณ
5. ทักษะกรทดลอง

🔺แนวทางการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
1. ยอมรับฟังคำถามที่แปลกใหม่ของเด็ก
2. ยอมรับความคิดและวิธีการแก้ปัญหาแปลกใหม่ที่เด็กคิด
3. แสดงให้เด้กเห็นว่าความคิดของเด็กมีคุณค่า
4. จัดโอกาสให้เด็กได้คิดและค้นพบโดยไม่ต้องมีการประเมินผล
5. ในการประเมินผลจะต้องให้เด็กได้ทราบเหตุและผลของการประเมินนั้น


🔺การส่งเสริมในการจัดประสบการณ์
1. ซักถามทั้งระหว่าง ก่อนและหลังการบรรยาย การอภิปรายและการปฏิบัติ
2. กำหนดให้อ่านตำราที่นอกเหนือไปจากบทเรียน และไม่จำเป็นต้องได้รับคำตอบที่สมบูรณ์เสมอไป
3. เปิดโอกาสให้เสนอความคิดหรือกระบวนการถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทุกคนยอมรับกันมาแล้ว ทั้งเพื่อเพื่อเปิดโอกาสให้ได้พบกับสิ่งใหม่ๆ
4. สร้างบรรยากาศในชั้นเรียน โดยยอมรับวิธีการลองผิด - ลองถูก
5. ให้การยอมรับว่า ความคิดสร้างสรรค์สำคัญเท่าเทียมกับความสามารถในการจำเนื้อหาวิชาวิทาศาสตร์


🔺การจัดประสบการณ์ที่เน้นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เชิงสร้างสรรค์
1. ให้เด็กสังเกต สิ่งที่สนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ตัวหนอนแล้วเดินออกมาบอกครู และครูไม่ควรคิดว่าเด็กกำลังสนใจสิ่งสกปรก แต่ครูควรแนะนำหรือให้เด็กฝึกสังเกต โดยถามว่า ตัวหนอนมีลักษณะอย่างไร เป็นต้น
2. สร้างความชัดเจนและมั่นใจว่าวิทยาศาสตร์เหมาะสำหรับเด็กทุกคน ไม่ใช่สำหรับเด็กบางคน ครูมีหน้าที่กระตุ้นให้เด็กทุกคนสนใจวิทยาศาสตร์ไม่ว่าเด็กจะเรียนเร็วหรือช้า ให้เด็กเห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและสนุก
3. สื่อสารวิธีการช่วยให้เด็กเรียนรู้วิทยาศาสตร์กับผู้ปกครอง เพราะผู้ปกครองสำคัญยิ่งที่จะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยครูคอยแนะนำ เช่น บอกว่ากิจกรรมที่เด็กทำนั้นเป็นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องอะไรและห้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการส่งเสริมกิจกรรมแก่เด็ก
4. ปลูกฝังและจัดประสบการณ์ให้เด็กเห็นว่าวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องสนุกและน่าสนใจ โดยครูตั้งคำถาม เช่น ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตมันต้องการอะไรบ้างจะเริ่มคิดว่าต้นไม้ต้องการอะไรบ้าง หรือให้เด็กทดลองโดยการเพาะปลูกต้นไม้ แล้วให้เด็กสังเกตการเปลี่ยนแปลงการเจริญเติบโต ประสบการณ์การทดลองทำให้เด็กตื่นเต้นและสนใจอยากเรียนรู้และร่วมกิจกรรม
5. จัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียน (จัดมุมหรือศูนย์วิทยาศาสตร์) โดยการคำนึงว่าจัดอย่างไรให้เด็กอยากเข้าไปเล่น คลุกคลีอยู่ในมุมบ่อยๆ และครูควรมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆในมุมด้วย
6. แนะนำวัสดุอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ เพื่อให้เด็กสนใจหรืออยากเข้ามาจับต้อง
7. สร้างความมั่นใจว่าตนเองมีค่า มีความสามรถและฝึกใหเด็กรู้จักวิธีค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เช่น สังเกตว่าทำไมไม้จึงลอยน้ำ ทำไมเกลือจึงลอยน้ำ สร้างความรู้สึกอยากค้นพบและอยากหาเหตุผล
       ครูส่งเสริมการสำรวจค้นคว้าเพื่อนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ มีวิธีดังนี้
       7.1 สังเกตว่าเด็กกำลังคิดอะไรอยู่
       7.2 กระตุ้นให้คิดให้ทดลอง ใช้คำถามกระตุ้นให้เด็กคิด เช่น อะไรจะเกิดขึ้นถ้าวางลูกปัดบนพรมแล้วลองเป่า
       7.3 สนับสนุนสิ่งที่เด็กจะค้นคว้าทดลอง
       7.4 สร้างจินตนาการ (Animism and Artficialism) ว่าทุกสิ่งมีชีวิตจิตใจและมนุษย์ทำได้ เช่น เล่นบทบาทสมมติว่าตนเองเป็นนก กำลังเดินทางไปในยานอวกาศ
       7.5 แลกเปลี่ยนทัศนคติ
8. สอดแทรกทักษะทางวิทยาศาสตร์เข้ากับการเรียนรู้อื่นๆ
9. สรุปความโดยยอมรับความคิดเห็นของเด็กๆ ฝึกให้เด็กเก็บบันทึกข้อมูลและนำเสนอผลงานโดยวาดภาพ การบอกเล่า และการจัดแสดงผลงาน เด็กมีบทบาทในการคิดริเริ่มวางแผนร่วมกับเพื่อน โดยครูจะให้คำแนะนำช่วยเหลือเมื่อเด็กพบอุปสรรคและต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น


🔺บทบาทของผู้ปกครองกับการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์
1.ส่งเสริมและฝึกให้เด็กรู้จักสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัว เช่น ให้เด็กสังเกตตัวหนอนว่ามีลักษณธอย่างไร เมื่อโตขึ้นหนอนจะกลายเป็นอะไร เป็นต้น ช่วยให้เด็กคิดมีความละเอียดรอบคอบ เป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์
2. สร้างความมั่นใจในตนเองให้เด็ก โดยคิดค้นวิธีหาคำตอบด้วยตนเอง อย่าใจร้อนบอกเด็ก เช่น ให้เด็กสังเกตว่าทำไมน้ำตาลจึงละลาย ทำไมโฟมจึงลอยน้ำ เด็กจะรู้สึกอยากค้นพบ อยากทดลอง อยากหาคำตอบหรือเหตุผลด้วยตนเอง
3. ใช้คำถามกับเด็ก ส่งเสริมให้เด็กตั้งคำถาม และควรเป็นคำถามปลายเปิด เพื่อให้เด็กคิดได้หลายคำตอบ หลายทิศทาง หรือคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นเหตุเป็นผล และสร้างสรรค์
4. ผู้ปกครองมีส่วนร่วมทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์กับเด็ก อาจเป็นกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การทำอาหาร ปลูกต้นไม้ เด็กได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงและฝึกจดบันทึกโดยการวาดภาพ เพราะเด็กยังเขียนไม่ได้ ควรพูดคุยสนทนาผลัดกันตั้งคำถามและชมเชยให้กำลังใจเด็กอย่างสม่ำเสมอ


ตัวอย่างกิจกรรมวิทยาศาสตร์
ชื่อกิจกรรม 🚩 เป่าให้ลอย
ความคิดรวบยอด  🚩 อากาศต้องการที่อยู่ ฟองสบู่มีอากาศอยู่ข้างในจึงลอยได้
วัตถุประสงค์  🚩  1. เด็กเป่าฟองสบู่ให้เป็นลูกโป่งแบบต่างๆ จากอุปกรณ์ที่กำหนดให้ได้
                           2. เด็กบอกชื่อฟองสบู่ที่เป่าให้แปลกๆแตกต่างจากคนอื่นได้
สื่อและอุปกรณ์   🚩  สบู่เหลว 5 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 3 ลิตร หลอดกาแฟ ก้านผักบุ้งที่เป่าฟองสบู่
การจัดกิจกรรม  🚩 1. เด็กและครูร่วมกันแนะนำกิจกรรมและอุปกรณ์
                             2.เด็กนำน้ำสบู่มาเป่าโดยครูใช้คำถาม ดังนี้
                             " จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราเป่าลงไปในน้ำสบู่ "
                             "ลูกโป่งฟองสบู่มีลักษณะอย่างไร" 
                             "เด็กคิดว่าอะไรอยู่ในลูกโป่งฟองสบู่" 
                             "เด็กคิดว่าลูกโป่งฟองสบู่จะแตกหรือไม่"
                             "เด็กๆทำให้ลูกโป่งอยู่นานๆได้อย่างไร" 
                             "เด็กเป่าฟองสบู่ได้กี่ลูก" 
                             "ลองเล่าเกี่ยวกับลูปโป่งฟองสบู่ให้ครูฟังซิ" 
                             "มีอะไรบ้างที่เป่าอากาศเข้าไปแล้วมีขนาดใหญ่ขึ้น"
การวัดและประเมินผล  🚩
1. ความคิดริเริ่ม สังเกตจากการพลิกแพลงหาวิธีเป่าฟองสบู่และการบอกชื่อผลงานที่แปลกใหม่
2. ความคิดคล่องคล่อง สังเกตจากจำนวนปริมาณฟองสบู่ที่เป่า
3. ความคิดยืดหยุ่น สังเกตจากการตั้งชื่อฟองสบู่ที่มีความหลากหลาย
4. ความคิดละเอียดลออ สังเกตจากการขยายข้อความหรือประโยคจากการตอบคำถามให้มีความชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น


☑️สิ่งที่ได้รับ
1. ได้ความรู้จากการเรียนความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ว่าควรจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมวิทยาศาสตร์โดยให้เด็กคิดสร้างสรรค์มีวิธีไหนบ้าง
2. ได้คิดสร้างสรรค์ในการหากิจกรรมวิทยาศาสตร์ และออกแบบกิจกรรม การวัดประเมินผลให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของกิจกรรมที่ทำ
3. ได้วางแผนการทำงานกับเพื่อนเป็นคู่ด้วยกัน

❌อุปสรรคฺในการทำงาน
1. มีอุปสรรคในการเข้าเรียน จากการเชื่อมต่อเข้าแอพ Zoom หลายครั้ง ทำให้มีความติดขัดบ้างในช่วงแรกที่เข้ามาเรียน บางครั้งไม่ได้ฟังอาจารย์อย่างเต็มที่ เนื่องจากอินเตอร์เน็ตและระบบมีการตัดสายทุกๆ 10 นาที
2. มีอุปสรรคในการทำงานคู่ เนื่องจากต่างคนอยู่คนละที่ทำให้ประสานงานกันยากขึ้น

➤ Assessment การประเมิน

Self-assessment (ตนเอง)
   เข้าเรียนตรงเวลา เข้าเรียนครบทุกครั้ง ตั้งใจฟังและร่วมตอบคำถามในการเรียน มีความเข้าใจในเนื้อหา และนำไปใช้ได้ในการทำงานที่อาจารย์ได้มอบหมายให้

Evalaute frieads (เพื่อน)
    เข้าเรียนตรงเวลา มีความรับผิดชอบ และตอบคำถามเมื่ออาจารย์ถาม ส่งงานครบ

Evalaute teacher (อาจารย์)
   อาจารย์สอนเนื้อหาอย่างละเอียด อธิบายและพยายามยกตัวอย่างให้ฟัง กระตุนให้นักศึกษาคิดและตอบจากการเรียนรู้ ที่อาจารย์มีให้

     

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น